2 ข้อน่ารู้ หน้าฝนแบบนี้ทำยังไงให้ผ้าไร้กลิ่นอับ

ช่วงนี้ฝนตกหนักมาก เชื่อว่าทำให้เกิดปัญหากับหลายๆคนที่ต้องซักผ้าและตากผ้า ผ้าเกิดกลิ่นอับบ้าง ไม่แห้งบ้างจนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมามากมาย วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำ 2 ข้อน่ารู้ หน้าฝนแบบนี้ทำยังไงให้ผ้าไร้กลิ่นอับมาฝากทุกคนกัน รับรองว่าจะทำให้เราลืมการตากผ้า เลอะฝน จนเกิดกลิ่นอับแบบเดิมๆไปได้เลย เพราะในปัจจุบันเขามีเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆที่ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที 

1. หาน้ำยาซักผ้าที่ไร้กลิ่นอับแม้ไม่มีแดด

การซักผ้าแบบเดิมๆ อาจช่วยแค่ให้หอม หรือทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคให้กับเสื้อผ้าของเรา แต่ในปัจจุบันเขามีนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับผงซักฟอก และ น้ำยาซักผ้าที่ตอบโจทย์ในการช่วยเรื่องป้องกันกลิ่นอับ เพราะเขาได้คำนึงถึงปัญหาในยามฝนตก และผ้าไม่แห้ง หรือชื้น ทำให้เกิดปัญหา เวลาจะใส่เสื้อผ้าไปทำงาน การมีกลิ่นอับชื้นจะทำให้เสียภาพลักษณ์และดูไม่ดีได้ เราจึงอาจลองเลือกผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าที่มีประสิทธิภาพในการลดกลิ่นอับได้ดี และยังคงความหอมอย่างยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันก็มีบรรจุภัณฑ์หลากหลายแบบให้เราเลือกสรร อาจลองเทียบเคียงราคา และประเมินประสิทธิภาพจากรีวิวของผู้ใช้จริง ว่าผงซักฟอกนั้นๆมีประสิทธิภาพในการลดหลิ่นอับในรูปแบบใดบ้าง เพื่อให้เราเอาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายใจมากขึ้น โดยไม่ต้องง้อแดด หรือรอให้ฝนหยุดตก เราก็ยังได้ผ้าหอมเหมือนใหม่

2. ลงทุนกับเครื่องอบผ้า

นอกจากการลองใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้าที่ช่วยลดกลิ่นอับและไม่ง้อแดดแล้วนั้น เรายังอยากแนะนำให้ทุกคนเลือกลงทุนกับเครื่องอบผ้า ที่ราคาพันปลายๆไปจนถึงหมื่น เครื่องซักผ้าบางรุ่นก็จะมีประสิทธิภาพในการอบผ้าไปในตัวได้เลย ถือว่าสะดวกสบายมากๆ หรือใครอยากได้แบบแยกกัน ระหว่างเครื่องซักผ้ากับเครื่องอบผ้า ก็สามารถเลือกซื้อแบบแยกกันได้ การใช้เครื่องอบผ้าจะช่วยให้เราประหยัดเวลา ไม่ต้องง้อแดด แม้ฝนจะตก แต่ก็มั่นใจได้ว่าผ้าแห้งพร้อมออกไปทำงานแน่นอน นอกจากนี้ยังสะดวกสบายกับคนที่อยากซักผ้าปูที่นอน หรือผ้าห่มผืนใหญ่ๆ ปกติถ้าฝนตกหรือไม่มีแดดเลย เราก็อาจจะต้องรอนานเพื่อให้ผ้าแห้งการมีเครื่องอบผ้าจึงช่วยประหยัดเวลาในการซักเช้าและได้ปูผ้าใช้ต่อได้ต่อเย็น ถือว่าสะดวกสบายสุดๆ ไม่เหนื่อยรอ มีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก

หากใครสนใจสามารถลองสั่งซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เขามาส่งสินค้าถึงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก น้ำยาซักผ้าหรือแม้แต่เครื่องอบผ้า เลือกทางที่เราชอบ ผ้าไร้กลิ่นอับแน่นอน 

ประกัน 2+ ราคาแพงแค่ไหน

สำหรับคนที่กำลังมองหาประกันรถยนต์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการขับขี่การเดินทางของคุณเองแน่นอนว่าปัจจุบันมีหลายรูปแบบของประกันรถยนต์ให้คุณได้เลือกซื้อแล้วแต่ความต้องการในความคุ้มครองหรือความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ของตัวคุณเองซึ่งวันนี้เรามีอีกหนึ่งรูปแบบประกันมาแนะนำให้คุณได้ลองเข้าไปทำความรู้จักอย่างประกัน 2+ ราคาถูกแน่นอนว่าถูกกว่าประกันชั้น 1 แถมความคุ้มครองที่ได้รับก็ไม่ได้แตกต่างกันมากดังนั้นหากคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อรูปแบบประกันรถยนต์ชั้นไหนประกัน 2+ ราคาไม่แพงก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบประกันให้คุณสามารถเลือกซื้อได้เอาเป็นว่าวันนี้หากคุณสนใจลองเข้าไปทำความรู้จักกับประกัน 2+ นี้กันก่อนได้เลย

ทำความรู้จักกับรูปแบบประกัน 2+ ราคาประหยัด

การเลือกซื้อประกันเหมือนการซื้อความคุ้มครองเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของผู้เอาประกันเองทำให้การเดินทางหรือการใช้รถของคุณนั้นไม่ต้องเป็นกังวลจนมากเกินไปแต่แน่นอนว่ารถยนต์แต่ละประเภทแต่ละรูปแบบรวมถึงอายุของรถยนต์ร่วมมีส่วนในการเลือกซื้อประกันสำหรับใครที่เพิ่งซื้อรถยนต์มาไม่นานรายได้อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการซื้อประกันชั้น 1 ประกัน 2+ ราคาประหยัดก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะทำให้คุณได้รับความคุ้มครองที่หลากหลายโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินค่าเบี้ยประกันแพงเกินไปดังนั้นวันนี้ลองเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อประกัน 2+ ราคาถูกกับเราได้เลย

ประกัน 2+ ราคาถูกถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่อยากซื้อประกันภัยรถยนต์เพราะนอกจากราคาถูกแล้วความคุ้มครองที่ประกันได้รับนั้นก็ถือว่าครอบคลุมในส่วนหนึ่งเลยทั้งความเสียหายในทรัพย์สินชีวิตของความประกันและผู้โดยสารตลอดจนคู่กรณีรถไฟไหม้รถเสียก็ยังคงให้ความคุ้มครองสำหรับคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับซื้อประกันชั้น 1 ต้องการรูปแบบนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจคุณลองคิดถึงค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละปีของประกัน 2+ ราคาถูกกว่านี้แล้วจะทำให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้นเมื่อต้องเลือกซื้อรูปแบบประกันภัยรถยนต์ ดังนั้นถ้าใครสนใจเข้ามาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกซื้อประกัน 2+ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณเองเรามีทีมงานที่คอยให้ความช่วยเหลือและเลือกซื้อรูปแบบประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะกับคุณให้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมเรามีบริการรูปแบบอื่นๆที่จะช่วยทำให้คุณเลือกซื้อประกัน 2+ ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมถ้าใครสนใจต้องการเลือกซื้อประกัน 2+ ราคาถูกสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่เว็บออนไลน์ประกันรู้ใจบริการรูปแบบประกันหลากหลายประเภทให้คุณได้เลือกซื้อ 

วางแผนล่วงหน้า ในการจัดงานแต่งงานอย่างไร ให้ไม่ขาดทุน

การจัดงานคือเรื่องใหญ่ คงจะมีน้อยคนที่จะจัดงานในชีวิตหลายๆรอบอย่างแน่นอน ดังนั้นการจัดงานหนึ่งครั้ง จึงอยากที่จะอยากให้งานนั้นออกมาดีที่สุด และไม่ประสบปัญหาจัดงานแล้วขาดทุนนั้นเอง เพราะการจัดงานแต่งหนึ่งงานนั้น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานค่อนข้างจะสูงมาก ดังนั้นในเรื่องของการจัดงาน ให้เหมาะสมกับงบประมาณ ในการจัดงานแต่งงานนั้น จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก สำหรับคู่หนุ่มสาวหลายต่อหลายคน ที่กำลังที่จะมีแพลนในการจัดงานแต่งอยู่นั่นเอง

เรียกได้ว่าการจัดงานแต่งงานในปัจจุบันนี้ หมดยุคที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะออกค่าใช้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว เรื่องของค่าใช้จ่ายในการจัดงาน หรือเรียกว่างบประมาณในการจัดงานนั้น จะเป็นเรื่องที่ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว ต่างจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในส่วนนี้ด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นจะวางแผนการจัดงาน และจัดสรรงบประมาณการจัดงาน แต่งงานให้เหมาะสม สมดุล จัดงานเสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องมาแบกรับภาระหนี้สินมากมาย ยังไม่ทันที่จะเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ การเริ่มต้นชีวิตคู่ก็ไม่ราบรื่นเสียแล้ว

เรื่องของการที่เราจะสามารถ ควบคุมงบประมาณและค่าใช้จ่าย ในการแต่งงานได้อย่างดีและเหมาะสมนั้น จึงเป็นสิ่งที่คู่บ่าวสาวที่กำลังจะจัดงาน หลายต่อหลายคู่จังกำลังสรรหาวิธีการ และเทคนิคในการจัดสรรงบประมาณ ในการจัดงานแต่งงานอย่างไรให้ดีและเหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดปัญหาติดลบ และเกิดเกิดปัญหาหนี้สินตามมา ลองมาดูเทคนิคง่ายๆ ในการที่เราจะจัดสรรงบประมาณ การจัดงานล่วงหน้าก่อนที่จะมีงานแต่งงานจริง ตามมาดูกันดีกว่าว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

เทคนิคที่ 1 การวางแผนในเรื่องของงบประมาณ ในการจัดงานว่าจะใช้ค่าใช้จ่าย ในการจัดงานอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่  ซึ่งเรื่องของการวางแผนการเก็บเงิน หรือเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดงานนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดงานแบบใด จัดงานเล็กหรือว่างานใหญ่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ มีแขกกี่คนและเมื่อเราพูดคุย กับครอบครัวเสร็จ ก็ควรจะแจกแจงรายละเอียด ค่าใช้จ่ายคร่าวๆในงานแต่งงานว่า งานแต่งงานเป็นแบบงานแต่งงานเล็กๆ หรืองานแต่งงานแบบใหญ่ๆ ก็จะสามารถวางแผนในการที่จะใช้ งบประมาณในการแต่งงานได้ว่าการแต่งงานของเรา จะใช้งบประมาณอยู่ที่เท่าไหร่ และเริ่มต้นในการวางแผนเก็บเงินตั้งแต่นั้น

เทคนิคที่ 2 ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก แน่นอนว่าการจัดงานแต่งงานแต่ละงานนั้น มีค่าใช้จ่ายมากมายที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาคารสถานที่ อาหาร ดอกไม้ประดับตกแต่ง เครื่องดื่มการ์ดงานแต่ง สถานที่จัดงานแต่งงาน ชุดแต่งงาน การแต่งหน้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็น ในงานแต่งงานด้วยกันทั้งนั้น แต่หากคำนวณดูว่าสิ่งใดไม่จำเป็น แล้วเรามีงบประมาณที่ค่อนข้างที่จะจำกัด ก็สามารถที่จะตัดออกได้

เทคนิคที่ 3 ลองเปลี่ยนรูปแบบการแต่งงาน จากพิธีพระเช้ามาเลี้ยงเย็น อาจจะเปลี่ยนมาเป็นจัดงานแต่งแบบเบ็ดเสร็จคือ จัดงานพิธีเช้าแล้วเลี้ยงเที่ยงซึ่งนอกจาก จะช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่าย  สามารถลดความเหนื่อยในการจัดงาน ประหยัดค่าชุด ค่าแต่งหน้างาน ที่สำคัญที่สุดยังลดค่าใช้จ่าย ในการแต่งหน้า ทำผม และสถานที่ในการจัดงานอีกต่างหาก

เทคนิคที่ 4 ลองหาเครือข่ายในการที่จะจัดงานแต่งงาน หากมีญาติ มีเพื่อนที่เปิดร้านเกี่ยวกับพิธีการจัดงานแต่งงานจะช่วยให้ค่าใช้จ่าย ในการจัดงานแต่งงานนั้นลดน้อยลง หรือสิ่งใดที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการ์ด การพิมพ์การ์ด หากสามารถทำเองได้ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี หรือสถานที่หรืออุปกรณ์ในการตกแต่งงาน หากมีเพื่อนที่สามารถทำเองได้ หรือเรามีญาติที่สามารถ DIY เองได้ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี รับรองได้เลยว่าวิธีการง่ายๆแค่นี้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนได้เป็นอย่างมาก ทำให้บ่าวสาวหลายๆคน หลังจากแต่งงานแล้วไม่มีภาระหนี้สิน ตามมาอย่างแน่นอน

เครื่องวัดการเผาไหม้มีไว้ทำอะไร แล้ววัดเพื่ออะไร

การเผาไหม้มักเกิดจากการเผาเชื้อเพลิงเพื่อให้เกิดพลังงานขึ้นมา นิยมใช้กันในแวดวงโรงงาน เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานในปริมาณที่สูงมากกว่าการใช้ปกติ ดังนั้นจึงต้องผลิตพลังงานขึ้นมาใช้เอง ซึ่งเจ้าเครื่องวัดการเผาไหม้ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่จำเป็นในโรงงานเหล่านั้น แต่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเครื่องวัดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจริง ๆ แล้วมันมีไว้ทำอะไร แล้ววัดไปเพื่ออะไร วันนี้ PICO ตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือทางด้านอุตสาหกรรม ชั้นนำของประเทศ ที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 จึงขอมาทำหน้าที่อธิบายเพื่อให้หลาย ๆ คนหายสงสัย 

เครื่องวัดการเผาไหม้คืออะไร? 

เครื่องวัดประสิทธิภาพการเผาไหม้ (Flue gas analyser) เป็นเครื่องที่ใช้ตรวจสอบว่าก๊าซที่ปล่อยออกมาที่ปล่องจากการเผาไหม้ ว่ามีประสิทธิภาพการเผาไหม้มากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งสามารถวัดได้ออกมาในรูปของตัวเลข ทำให้ไม่ต้องใช้การคาดคะเน ใช้ตรวจวัดก๊าซไอเสียจากปล่องระบาย และวัดประสิทธิภาพการเผาไหม้เพื่อปรับการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งไอเสียที่เกิดจากหม้อไอน้ำหรือบอยเลอร์ (Boiler) และเตาเผา/เตาอบนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่ต้องตรวจวัดการเผาไหม้นั่นก็เพราะ 

ทำไมต้องใช้เครื่องวัดการเผาไหม้ วัดการเผาไหม้?

  •  เพื่อต้องการทราบว่าพลังงานที่ใช้มีปริมาณเท่าไร ?
  • เพื่อหาปริมาณพลังงานการสูญเสียที่เกิดขึ้น
  • เพื่อหาวิธีการหรือดำเนินการลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นกลับคืนมา

เพราะการวัดการเผาไหม้นั้น สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าพลังงานที่เราใช้ไปในการผลิตพลังงานนั้นเท่าไร แล้วได้พลังงานกลับมาเท่าไร คุ้มค่ากับการสูญเสียไหม ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือ ปรับการใช้พลังงานตั้งต้น เพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ ประหยัดต้นทุนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 

จะเห็นได้ว่าการใช้เครื่องวัดการเผาไหม้นั่นช่วยให้โรงงานของคุณสามารถควบคุมการผลิตเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพ และ เสถียรมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้คุณสามารถประหยัดงบประมาณต้นทุน และ สร้างมลพิษที่น้อยลง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น เครื่องวัดการเผาไหม้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในอุตสาหกรรมโรงงานเป็นอย่างยิ่ง หากคุณสนใจอยากซื้อเครื่องวัดการเผาไหม้ หรือ เครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรม ชนิดอื่นๆ สามารถเข้ามาชมสินค้าจาก PICO ตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากด้านงานอุตสาหกรรม ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีบริการขายสินค้า วางแผนและออกแบบโซลูชั่น และ บริการติดตาม และ ซ่อมแซมหลังการขาย ได้ที่ https://www.pico.co.th/  หรือ ติดต่อสอบถามและ ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของ PICO ได้ทางอีเมล marketing@pico.co.th และ เบอร์โทรศัพท์ +662 939-5711,+662 513-2333, +662 939-4207-8 ทุกวันทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08:30-17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ทำไมถึงต้องเลือกใส่รองเท้าแตะแก้รองช้ำ

 เราทุกคนต่างก็ใส่รองเท้าแตะกันเป็นประจำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ถ้าใส่ไม่นานก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าใส่รองเท้าแตะนานๆ แล้วเกิดมีอาการแบบนี้ขึ้นมา เช่น มีอาการปวดหรือเจ็บที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า เวลาเดินเมื่อเท้าลงน้ำหนักไปเกิดมีอาการเจ็บ เพื่อสุขภาพที่ดีก็ควรหาวิธีแก้ไขเพื่อไม่ให้มีอาการเจ็บปวด

รองเท้าแตะแก้รองช้ำที่ดีควรเป็นอย่างไร

          ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับโรครองช้ำกันก่อน โรครองช้ำหรือ โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เกิดจากการที่มีภาวะอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้า โรคนี้จะสามารถพบได้บ่อยๆ ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยอาการของโรคนี้จะเกิดขึ้นในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน เมื่อลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วก้าวเดินจะมีอาการเจ็บจี๊ดๆ ที่ส้นเท้า อาการเจ็บปวดนี้จะเป็นมากขึ้นถ้าเอ็นนั้นมีการอักเสบมาก ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะกลายเป็นการเจ็บปวดแบบเรื้อรังลามไปที่จุดอื่นๆ และถ้าไม่มีการรักษาที่ดีอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาวได้

          โรครองช้ำสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกช่วงวัย แต่กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครองช้ำก็คือ ผู้สูงอายุเพราะเอ็นหรือกล้ามเนื้อต่างๆ ไม่มีความยืดหยุ่นเท่าสมัยก่อนแล้ว คนที่มีน้ำหนักเยอะทำให้ฝ่าเท้ารับน้ำหนักมากเกินไป คนที่ต้องยืนนานๆ หรือต้องเดินมากๆ ก็อาจทำให้พังผืดที่ใต้ฝ่าเท้านั้นเกิดอาการตึงได้ คนที่มีสรีระของเท้าที่ผิดปกติคือ คนที่มีอุ้งเท้าแบนราบหรือคนที่มีอุ้งเท้าสูงกว่าคนปกติ และคนที่ชอบใส่รองเท้าที่มีพื้นแข็งหรือแบนมากๆ 

          ดังนั้นการใส่รองเท้าที่สามารถช่วยดูแลและบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรครองช้ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อสุขภาพเท้าที่ดีของคุณ

          การเลือกสวมใส่รองเท้าแตะแก้รองช้ำให้เหมาะสมกับผู้ที่มีปัญหาเป็นโรครองช้ำ เริ่มแรกจะต้องดูอาการของผู้ที่เป็นโรครองช้ำก่อนว่ารุนแรงแค่ไหน เจ็บปวดตรงไหนเป็นพิเศษ โดยรองเท้าแตะแก้รองช้ำที่ดีและเหมาะสมกับผู้สวมใส่นั้น ขนาดของรองเท้าจะต้องมีความพอดีกับเท้า ไม่หลวมหรือคับแน่นจนเกินไป พื้นของรองเท้าจะต้องมีความนุ่ม สบายและมีความยืดหยุ่นเพื่อจะได้รองรับแรงกระแทกและกระจายน้ำหนักตัวของผู้ที่สวมใส่ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า 

          สิ่งที่สำคัญนอกจากการเลือกรองเท้าแตะแก้รองช้ำแล้ว ก็ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยนะคะ สำหรับในบทความหน้าจะเป็นเรื่องของ รองเท้าแตะสำหรับคนเท้าแบน ที่เน้นเพื่อสุขภาพเท้า หากใครสนใจสามารถอ่านเพิ่มได้ที่เว็บไซต์นี้เลย 

แนะนำอัญมณีประจำวันเกิด เกิดวันไหนควรคู่กับอัญมณีชนิดใดบ้าง

เครื่องประดับ นับเป็นไอเทมคู่กายสำหรับทั้งคุณหนุ่ม ๆ และคุณสาว ๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่มักนำมาใช้แมทช์กับการแต่งตัว โดยปัจจุบันเครื่องประดับที่นิยมกันมากต้องยกให้อัญมณีประจำวันเกิดที่ถูกนำมาครีเอทเป็นหลากหลายแฟชั่นไอเทม โดยบางชิ้นนอกจากจะเพื่อความสวยงามแล้วยังแฝงด้วยความเชื่อว่าอัญมณีต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมดวงให้รุ่งพุ่งปัง และเราลองมาดูกันว่าอัญมณีชิ้นไหนเหมาะกับผู้ที่เกิดวันอะไร และจะช่วยเสริมดวงเฮงในเรื่องใดบ้าง

ความเชื่อเรื่องเครื่องประดับประจำวันเกิด

แม้การเลือกใส่อัญมณีให้ถูกโฉลกจะเป็นที่นิยมมากในยุคนี้ แต่ถึงอย่างนั้นกลับเป็นสิ่งที่ถูกปฏิบัติมาอย่างยาวนาน เพราะอัญมณีคือสัญลักษณ์บ่งบอกตัวตนผู้สวมใส่ อีกทั้งยังมีเรื่องความเชื่อที่ว่าอัญมณีจะช่วยเสริมดวงด้านต่าง ๆ เช่น สุขภาพ อำนาจ บารมี ฯลฯ ที่สำคัญควรเลือกใส่อัญมณีแท้เท่านั้น เพื่อให้ร่างกายและจิตใจสามารถรับพลังจากธรรมาชาติได้อย่างแท้จริง

เกิดวันไหน ควรคู่กับอัญมณีชนิดใด

1. ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

สำหรับหนุ่มสาวที่เกิดวันอาทิตย์คู่ควรอย่างยิ่งกับอัญมณีโทนสีแดง ไม่ว่าจะเป็น ทับทิมสีแดง โกเมนสีแดง รวมถึงเพชรสีแดง ที่จะมอบพลังบวกแก่ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีพลอยประจำวันเกิดที่จะช่วยหนุนดวงเฉพาะด้านอีกด้วย

ด้านการงาน: คู่ควรอย่างยิ่งกับอัญมณีสีแสดหรือสีเหลืองสด อาทิ พลอยบุษราคัม ที่จะหนุนหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ปฏิบัติงานตำแหน่งไหนก็ประสบความสำเร็จ

ด้านการเงิน: แม้ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์จะเหมาะกับอัญมณีสีแดง แต่หากต้องการหนุนดวงชะตาด้านการเงิน แนะนำให้ใส่อัญมณีสีดำและสีม่วง เช่น นิลดำ เป็นต้น

ด้านสุขภาพ: อัญมณีสีขาวหรือสีขาวนวลคือคำตอบ โดยจะช่วยเสริมดวงด้านสุขภาพให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัย

2. ผู้ที่เกิดวันจันทร์

สีอัญมณีที่เหมาะกับผู้ที่เกิดวันจันทร์ คือ อัญมณีโทนสีเหลืองโดยอัญมณีที่อยู่ในหมวดนี้ คือ บุษราคัม โทแพซสีเหลือง เพทายสีเหลือง ซึ่งตรงกับสีประจำวันเกิดนั่นเอง

ด้านการงาน: แนะนำอัญมณีสีเทาอย่างมุกดาหารที่จะช่วยหนุนการทำงานให้ราบรื่น คล่องตัว

ด้านการเงิน: การเงินไม่ติดขัดและหมุนเวียนดี ต้องยกให้พลอยบุษราคัมที่มีสีสวย สามารถนำมาออกแบบเป็นแหวนพลอยและเครื่องประดับต่าง ๆ ได้สวยงาม

ด้านสุขภาพ: หากต้องการเสริมให้สุขภาพแข็งแรง ควรเลือกประดับอัญมณีโทนสีชมพูหรือสีม่วง เช่น พลอยโกเมนโรโดไรท์  พลอยอเมทิสต์ เป็นต้น

3. ผู้ที่เกิดวันอังคาร

สำหรับหนุ่มสาววันอังคารควรเลือกอัญมณีโทนสีชมพูตรงตามสีวันอังคาร เช่น พิ้งค์ซัฟไฟร์ เพชรสีชมพู ปะการัง รวมถึงไข่มุกสีชมพู ที่สามารถนำมาครีเอทเป็น กำไลข้อมือ สร้อย แหวน ได้ตามใจชอบ

ด้านการงาน: หากทำงานอะไรก็ติดขัด ลองรับพลังจากอัญมณีโทนสีฟ้า เช่น พลอยเพทายสีฟ้า ที่จะทำให้การงานราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ด้านการเงิน: ตัวช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ต้องยกให้อัญมณีโทนสีเทา เช่น มุกดาหาร

ด้านสุขภาพ: อายุยืนยาว ไร้โรคภัย ผ่อนอาการป่วยจากหนักเป็นเบา แนะนำอัญมณีโทนสีเขียว เช่น มรกต หยก เป็นต้น

4. ผู้ที่เกิดวันพุธ

เพราะสีประจำวันเกิดคือสีเขียวทำให้พลอยประจำวันเกิดต้องมีโทนสีเขียวเป็นองค์ประกอบอย่างอินทนิล โดยอัญมณีที่ควรเลือกสวมใส่คือ หยกออสเตรเลีย มรกต พลอยทัวร์มาลีนสีเขียว เป็นต้น

ด้านการงาน: เสริมดวงการงานให้ประสบความสำเร็จและราบรื่น หากเป็นคนที่เกิดวันพุธกลางวันให้เลือกอัญมณีสีแดง แต่หากเกิดวันพุธช่วงกลางคืนควรเลือกอัญมณีสีเขียว

ด้านการเงิน: หนุนดวงการเงินให้มีโชคลาภ ทำธุรกิจสำเร็จ ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวันควรเลือกอัญมณีสีฟ้า และหากเกิดวันพุธกลางคืนแนะนำให้เลือกสีชมพู

ด้านสุขภาพ: ให้ร่างกายได้รับพลังจากธรรมชาติเพื่อเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ผู้ที่เกิดวันพุธกลางวันควรเลือกอัญมณีสีดำหรือสีม่วง ส่วนผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนให้เลือกอัญมณีสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน

5. ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

อัญมณีสีส้ม สีแสด คือ ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เกิดวันพฤหัสบดี ไม่ว่าจะเป็น หยกแดง โอปอลไฟ ต่างช่วยเสริมพลังแก่ผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ด้านการงาน: หนุนดวงชะตาเรื่องการงานด้วยอัญมณีสีม่วงหรือโทนสีชมพู เช่น ทัวร์มาลีนสีชมพู หรือ พลอยโรโดไรท์

ด้านการเงิน: อัญมณีสีขาวคือตัวช่วยเสริมดวงด้านการเงิน เช่น เพชร พลอยเพทายขาว ที่ควรหามาไว้ครอบครอง

ด้านสุขภาพ: รับพลังธรรมชาติเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ให้เลือกอัญมณีโทนสีเทา เช่น มุกดาหาร

6. ผู้ที่เกิดวันศุกร์

สำหรับหนุ่มสาวที่เกิดวันศุกร์ควรเลือกหินนําโชคประจําวันเกิดโทนสีฟ้า ตัวอย่างเช่น ไพลิน เพทายสีฟ้า เพชรสีฟ้า ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำสิ่งดี ๆ มาแก่ผู้สวมใส่ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกหนุนดวงด้านอื่น ๆ ได้อีก เช่น

ด้านการงาน: สีดำคือสีที่ถูกโฉลกผู้ที่เกิดวันศุกร์ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความคล่องตัวเรื่องการทำงาน เช่น นิลดำ หรือ Black Sapphire เป็นต้น

ด้านการเงิน: เสริมดวงด้วยการเลือกสวมใส่ มรกต พลอยเขียวส่อง หรืออัญมณีโทนสีเขียว

ด้านสุขภาพ: เสริมอายุให้ยืนยาวและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บด้วยอัญมณีโทนสีแดงหรือสีส้ม เช่น พลอยทับทิม พลอยโกเมนส้ม เป็นต้น

7. ผู้ที่เกิดวันเสาร์

สำหรับผู้ที่เกิดวันเสาร์ถูกโฉลกเป็นอย่างยิ่งกับเครื่องประดับโทนสีม่วงหรือสีดำ เช่น หยกดำ ไข่มุกสีดำ ปะการังสีดำ นิลกาฬ เป็นต้น

ด้านการงาน: การงานราบรื่น ปราศจากอุปสรรค ต้องยกให้กับการเลือกสวมใส่ เพชร หรือพลอยบุษย์น้ำเพชร ที่ช่วยเสริมการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

ด้านการเงิน: การเลือกใส่พลอยทับทิมจะช่วยเสริมสภาพคล่องการเงิน รวมถึงโชคลาภ และการได้จับเงินก้อนโต

ด้านสุขภาพ: อัญมณีสีแดงหรือสีแสดคือตัวเลือกชั้นดีในการหนุนดวงเรื่องสุขภาพ โดยสามารถนำมาเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ กำไลข้อมือ แหวน เพื่อพกติดตัว

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคุณจะเกิดวันอะไร ต่างก็มีหลากหลายอัญมณีประจำวันเกิดที่สามารถเลือกมาเป็นเจ้าของได้ตามใจชอบ โดยสามารถหามาใส่ได้ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง โดยผู้ชายอาจเลือกมาประดับเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็ก เช่น แหวนพลอย ส่วนผู้หญิงสามารถเลือกนำมาเป็นเครื่องประดับได้ทั้ง แหวน สร้อยคอ หรือกำไลข้อมือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่พึ่งทางใจที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายใจ และเป็นเครื่องประดับที่ทรงคุณค่าอีกด้วย

มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ส่งท้ายปีพร้อมโปรโมชั่นและดีลสุดพิเศษที่ Shopee 12.12 Birthday Sale

ฟินกันต่อกับโปรโมชั่นส่งฟรีทั่วไทย ช้อปแค่ 0 บาทก็ส่งฟรีทั่วประเทศ พร้อมรับส่วนลด 50% ทุกวัน รีบช้อปด่วนตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2019 นี้! https://shopee.co.th/m/12-12

ข้อดีของการใช้โปรแกรม crm ออนไลน์

ในแวดวงของคนที่ทำธุรกิจต่างๆ โปรแกรม crm ออนไลน์  คือตัวช่วยหลักในการทำงานในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เพราะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่อวัน ของบุคลากรในองค์ ให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีตัวช่วยในการทำงานเข้ามาแบ่งเบาภาระ ลดขั้นตอนในการทำงานบางอย่างออกไป โดยที่คนไม่ต้องไปเสียเวลาทำเอง ให้โปรแกรมทำให้ทั้งหมด

การใช้ โปรแกรม crm ออนไลน์  จึงได้รับความนอยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และขนาดย่อม

สำหรับบริษัทไหน หรือว่าองค์กรใดที่ยังไม่มีโปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์เอาไว้ใช้งาน อยากจะให้ดูข้อดีเหล่านี้เอาไว้ ว่าเมื่อเราเอาโปรแกรม โปรแกรม crm เข้ามาช่วยในการทำงาน เราจะได้อะไรบ้าง

-สร้างยอดขายที่มากขึ้น เพราะโปรแกรมสามารถเก็บข้อมูลต่างของลูกค้า และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ได้ทั้งหมด ทำให้เราทราบถึงวิธีการที่จะใช้ในการขาย ว่าสินค้าหรือบริการแบบไหน ที่ลูกค้าชอบมากที่สุด สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ให้เข้ามาสนใจได้ และรักษาลูกค้าเก่าๆ ให้กลับเข้ามาใช้สินค้าอีกครั้ง

-รักษาลูกค้าให้อยู่กับเรานานที่สุด เมื่อเราได้ทราบถึงข้อมูลของลูกค้าแต่ละคน พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละแบบ ก็ง่ายขึ้นที่เราจะจัดสิ่งที่เป็นความต้องการของลูกค้าได้ ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการกับเรา รู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่อย่างดี เพราะมีของทีตรงใจตรงกับความต้องการ แถมยังมีโอกาสที่ลูกค้าเก่าๆ อยากจะได้อะไรใหม่เพิ่มเติมด้วย

-ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ในการแก่ไขปัญหาต่างๆในองค์กร หากไม่มีข้อมูลอะไรมาก่อน ก็เสี่ยงที่จะตัดสินใจพลาดได้ แต่เมื่อเรามีข้อมูลต่างๆของลูกค้า จากโปรแกรม crm ออนไลน์  ก็ทำให้ความเสี่ยงที่จะทำอะไร มีอัตราเสี่ยงที่ลดน้อยลง และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงจุดด้วย

-ได้งานมากขึ้น เพราะทุกฝ่ายในองค์กร สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในระบบได้ เพราะเป็นการแชร์ข้อมูลแบบออนไลน์ โดยที่ไม่ต้องเดินส่งเอกสารต่อกัน เหมือนกับแต่ก่อนแล้ว การทำงานก็รวดเร็วมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และงานบางางานก็ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด เพราะซอฟต์แวร์ได้ทำการจัดการให้เรียบร้อยแล้ว

-มีข้อมูลเชิงลึก การเก็บข้อมูลลูกค้าในแต่ละวันทุกวัน สามารถทำให้เราตัดสินใจที่จะทำอะไรได้ง่ายกว่าเดิม อย่างเช่นจะผลิตสินค้าอะไรเพิ่มดี เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เราก็สามารถย้อนกลับไปดูรายงานสถิติเก่าๆใน โปรแกรม crm ออนไลน์   ถึงพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าได้ ว่ามีความชื่นชอบในสินค้าอะไรเป็นพิเศษบ้าง

-การให้บริการที่รวดเร็ว หากลูกค้าต้องการจจะสั่งงสินค้าอะไรสักอย่างในบริษัท ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายจัดส่งสินค้า สามารถเข้าถึงรายการทั้งหมดในระบบได้ ทำให้ลูกค้าประทับใจยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือว่าองค์กรใดก็ตาม การเลือกใช้โปรแกรม crm ออนไลน์  ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในการทำงานในยุคสมัยนี้ และการใช้งานก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก ทุกอย่างทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา บุคลากรทุกคนในองค์กร จึงเข้าถึงข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ เอาไว้เป็นสื่อกลางเท่านั้น

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับช่างภาพ

ช่างภาพ

คนที่อยากจะได้ภาพสวยๆ เนื่องในโอกาสต่างๆ เช่นการรับปริญญา งานแต่งงาน หรืองานอื่นๆ ที่อยากจะภาพตัวเองเอาไว้ดู เป็นภาพแห่งความทรงจำ ก็มักจะจ้างช่างภาพมาถ่ายรูปให้ เพื่อที่จะได้ภาพที่สวยที่สุด ไม่ว่ามันจะพงสักขนาดไหนก็ตาม แต่ก็มีบางอย่างเหมือนกัน ที่คนมักจะเข้าใจผิด เกี่ยวกับช่างภาพ คือสิ่งที่เรามองเห็นช่างภาพทำ กับความเป็นจริงที่ช่างภาพเป็นนั้น มันแตกต่างกันมาก มีอะไรบ้าง ที่เราเข้าใจพวกช่างภาพเหล่านั้นผิดไป

-เพื่อนกันต้องถ่ายฟรี ข้อนี้เป็นสิ่งที่คนนเข้าใจผิดมาก เพราะคิดว่า เมื่อเพื่อนเป็นช่างภาพ ก็ต้องมาถ่ายให้เราฟรี โดยที่ไม่ต้องเอาตัง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเลย เพราะอุปกรณ์ถ่ายรูปต่างๆ ก็แพงเหมือนกัน ไหนจะเรื่องฝีมือ และค่าเสียเวลาอีก ฉะนั้น เมื่อใครมีเพื่อนเป็นช่างถ่ายรูป ก็อย่าให้เพื่อนมาถ่ายให้ฟรีๆ ควรจะมีการตอบแทนน้ำใจกันด้วย อาจจะน้อยหรือมากก ก็ตามความเหมาะสม

-ถ่ายรูป มันก็แค่กดปุ่มเท่านั้นแหละ หลายคนเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับช่างภาพ อาจจะคิดว่า ช่างภาพก็คือมีกล้อง และก็ถ่ายๆ ไป เท่านั้นแหละ แต่ความจริงแล้ว ช่างภาพ กว่าจะได้ภาพออกมาแต่ละภาพนั้น มันมีอะไรอีกหลายอย่าง กว่าจะได้ภาพออกมาหนึ่งภาพ ไหนจะเรื่องการจัดองค์ประกอบ การจัดโลเคชั่น และอะไรอีกมากมาย ถ้ามันง่ายอย่างนั้น คนก็คคงเป็นช่างภาพกันเกลือนแล้ว มันต้องอาศัยฝฝีมือกันด้วย ภาพที่ออกมาจึงจะสวยโดนใจ

-ยิ่งใช้ของแพง ภาพยิ่งออกมาสวย บางคนที่อยากจะเป็นช่างภาพ ก็มักจะลงทุน ซื้ออุปกรณ์การถ่ายรูปที่มันแพงๆ อย่างเช่นกล้อง เลนส์ และอะไรอีกมากมาย เพราะเชื่อว่าของยิ่งแพง ยิ่งทำให้ภาพออกมาสวย แต่ความเป็นจริง มันเป็นแค่ส่วนประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น ภาพจะสวยออกมาได้ สำคัญที่สุดคือเรื่องของฝีมือและประสบการณ์ในการถ่ายภาพ อุปกรณ์ยังเป็นเรื่องรอง ต่อให้ใช้ของแพงขนาดไหน หากไม่มีฝีมือ ยังไงภาพที่ออกมาก็ไม่สวยแน่นอน

-ภาพสวยก็เพราะแต่ง คนที่มักจะเข้าใจผิด เมื่อเห็นภาพสวยๆ ก็คือ มันไม่ได้สวยจากที่ถ่ายเสร็จเลย แต่มันสวยเพราะเอาไปแต่งก่อนเท่านั้นเอง แต่ที่จริง คนที่มีฝีมือ เขาไม่จำเป็นต้องแต่งภาพเลยก็ได้ การตกแต่งภาพ เพื่อที่จะทำให้ภาพมันสมบูรณ์มากที่สุดเท่านั้นเอง แต่ความเป็นจริง ไม่จจำเป็นมากเท่าไหร่ หากช่างถ่ายภาพมีฝีมือในการถ่ายจริงๆ

-ทำไมราคาแพงจัง บางคนที่อยากจะได้รูปสวยๆ เอามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก็อยากจะจ้างช่างภาพ แต่เมื่อเห็นราคาค่าจ้างแล้ว ก็มักจะเบะปาก ว่าทำไมมันแพงจัง ลดหน่อยไม่ได้หรือ คนที่คิดอย่างนี้ ควรจะเข้าใจด้วยว่า กว่าที่เขาจะได้ภาพออกมาแต่ละรูป ที่มันสวยงามขนาดนั้น มันไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ไหนจะเรื่องของอุปกรณ์ ที่มันมีราคาสูง ประสบการณ์ ฝีมือ

เรื่องพวกนี้ก็ถือว่ามันเหมาะสมกับราคาของมัน เราควรจะเข้าใจช่างภาพเอาไว้ด้วยเมื่อรู้เช่นนี้ เราจะได้ไม่ต้องมองช่างภาพแบบเข้าใจผิดอีก ควรจะเข้าใจเหตุผลของพวกช่างภาพด้วย ว่าสิ่งที่เขาทำแต่ละอย่าง ว่าทำไมมันถึงแพง ทำไมมันถึงยาก เราจะได้ไม่ต้องสงสัย เมื่อเราต้องจ้างช่างภาพ มาถ่ายภาพให้กับเรา

ถ่ายภาพ Landscape อย่างไร ให้ออกมาดูดีที่สุด

ถ่ายภาพ Landscape

การถ่ายภาพ เป็นสิ่งที่คนชื่นชอบอยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นกันเป็นประจำ เวลาได้ไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม ก็มักที่จะถ่ายรูปวันที่มีความสุขเหล่านั้นเอาไว้ด้วย เป็นการบันทึกความทรงจำของเราได้เป้นอย่างดี ซึ่งความชื่นชอบในการถ่ายภาพ ของแต่ละคนนั้น ก็จะแตกต่างกันออกไป ว่าชอบถ่ายแบบไหน แนวไหน และแต่ละแบบ ก็ต้องอาศัยเทคนิคในการถ่าย ที่แตกต่างกันด้วย เพื่อที่จะให้ภาพนั้นๆ ออกมาดูดีที่สุด

หลายๆ คนชื่นชอบการถ่ายภาพแบบ Landscape หรือวิวทิวทัศน์ เพราะมันเป็นสิ่งที่สวยงาม และให้ความรู้สึกสบาย เวลาที่เราได้มองธรรมชาติ แต่การจะถายออกมาให้มันดูดีนั้น มันก็ยากเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแค่การเดินไปถ่ายเอาอย่างเดียวแน่นอน ลองมาดูกันว่า หากเราจะถ่ายภาพ Landscape ให้สวยนั้น เราจะทำอย่างไรบ้าง ให้ภาพออกมาดูดีมากที่สุด

-แสง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการถ่าย Landscape ช่วงแสงในแต่ละวัน จะให้ความรู้สึกที่ออกมาในภาพนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น การถ่ายในช่วงเช้า ก็จะให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ถ่ายช่วงเย็น ก็จะให้ความรู้สึกอีกแบบ และก่อนถ่ายเราต้องเลือกด้วย ว่าจะเอาองค์ประกอบอะไรบ้าง ให้อยู่ในภาพที่เราจะถ่าย อย่างเช่น ดวงอาทิตย์ จะให้อยู่มุมไหน เพื่อที่จะให้แสงสมบูรณ์ที่สุด เรื่องแบบนี้ ต้องอาศัยประสบการณ์ และการเรียนรู้เท่านั้น เมื่อเราฝึกไปเรื่อยๆ เราก็สามารถถ่ายภาพ Landscape ออกมาได้สวยเอง

-ต้องอึด แน่นอนว่า การถ่ายวิวทิวทัศน์ บางครั้งมันก็ต้องใช้ความอดทน ความอึกมากเหมือนกัน เพื่อที่จะให้ได้ภาพอย่างที่ต้องการ อย่างเช่นเราต้องการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น เราก็ต้องตื่นแต่เช้าหน่อย หรือเราอยากจะถ่ายดวงดาว เราก็ต้องอดหลับอดนอนบ้าง เพื่อที่จะให้ได้ภาพที่เราต้องการ ไม่ใช่เพียงแค่การทำแบบฉาบฉวยง่าย ต้องมีความอดทนพอสมควร ถ้าสามารถทำได้ ผลงานการถ่าย Landscape ของเรา ก็ออกมาน่าภูมิใจแน่นอน

-มีความกล้า การถ่ายภาพแนวนี้ บางทีมันก็ต้องลุยเหมือนกัน อย่างเช่นการบุกป่าฝาดง เพื่อไปเก็บภาพในป่า หรือการขึ้นเขาลงห้วย จะเห็นว่า มันต้องกล้าลุยเหมือนกัน กว่าที่เราจะได้ภาพอย่างที่ต้องการมา ถ้าหากไม่กล้าที่จะลุยแล้ว เราก็ไม่ได้ภาพอย่างที่ต้องการ จะเห็นได้ชัดเลยว่าการถ่ายภาพแบบ Landscape นั้น มันต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน มากกว่าการถ่ายภาพแบบอื่นอย่างเทียบไม่ติด หากคุณต้องการอยากจะเก่งๆ ในเรื่อง Landscape ก็ต้องมีข้อนี้ให้ได้

-เข้าใจภูมิทัศน์ เรื่องของภูมิทัศน์ บางที่เราไม่สามารถที่จะถ่ายได้ ถ้ามันอยู่ไกลเกินไป แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ ในเรื่องของภูมทัศน์เหล่านี้ เราก็สามารถที่จะถ่ายแทนกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปสถานที่จริงๆ เอาสถานที่ใกล้เคียงมาแทน มันก็สามารถสร้างผลงานออกมา ได้สวยงามเหมือนกัน ลองหาสถานที่ใกล้ๆ อย่าเช่นใกล้บ้านของเราเอง ว่ามีอะไรบ้าง ที่เราสามารถถ่ายออกมาได้

จะเห็นได้ชัดเลยว่า การถ่ายภาพ Landscape นั้น มันมีองค์ประกอบ และสิ่งที่จำเป็นหลายอย่างมาก กว่าที่จะได้ภาพถ่ายสวยๆ สักภาพมา ต้องอาศัยความพยายาม และความอดทนสูงกว่าการถ่ายภาพอื่น ๆ แต่มันก็คุ้ม สำหรับการพยายาม

ศิลปะกับการสร้างรายได้และคุณค่าในตนเอง

ศิลปะ

ปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งเงินตรา เพราะหากไม่มีเงินแล้ว ชีวิตคงจะอยู่อย่างยากลำบากมาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวล้วนแต่ต้องใช้เงินซื้อมาแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการหารายได้เพิ่มหลายช่องทางจึงเป็นทางออกที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น เพราะการมีรายได้มากกว่ารายจ่ายย่อมดีกว่าแน่นอน แต่จะดีมากแค่ไหนหากสามารถเปลี่ยนงานศิลปะที่ตนเองชื่นชอบให้กลายเป็นช่องทางสร้างได้ ซึ่งวันนี้เรามีงานศิลปะที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคุณได้ นั่นคือ การเย็บผ้า

            สำหรับคนที่ชอบการเย็บปักถักร้อยถือว่าเป็นคนที่มีศิลปะอยู่ในตัวและสามารถสร้างมูลค่าได้ง่ายมาก โดยเฉพาะการเย็บผ้าถือว่าเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความอดทนและความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่การออกแบบ การทำการตัดเย็บออกมาเป็นชิ้นงาน ดังนั้นสำหรับใครที่ชอบและมีความสุขในการตัดเย็บแล้ว ให้ท่านทำการเลือกว่าต้องการเย็บผ้าออกมาเป็นชิ้นงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เสื้อ กางเกง กระเป๋า พวงกุญแจ เป็นต้น หรือหากคุณเป็นคนที่ชอบการเย็บและสามารถเย็บได้ทุกแบบก็ถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล เมื่อทำการเลือกได้แล้วให้ทำการฝึกฝนฝีมือในการตัดเย็บ และทำการเย็บออกมาจำหน่ายตามท้องตลาดหรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ การจำหน่ายชิ้นงานที่ผลิตมาได้นั้น ไม่ถือว่าเป็นการลดคุณค่าของงานที่ทำออกมา เพราะทุกชิ้นงานที่ทำออกมาคุณทำด้วยความรักในงานชิ้นนั้น และการขายชิ้นงานที่ทำมานั้นจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับตัวคุณ ให้มีทุนมาซื้อของสำหรับทำชิ้นงานอื่น ๆ ต่อไป เมื่อมีผู้ซื้อและนำไปใช้ คุณจะรู้สึกถึงคุณค่าของชิ้นงานที่ผลิตออกมา รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าที่ให้ผู้อื่นมีความสุขในการใช้ผลงานของตนเอง ยิ่งเวลาที่รับรู้ว่าผู้ที่ซื้อไปถูกใจกับผลงานของตนเอง เราจะรู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ดังนั้นหากท่านมีความรู้และทักษะในการตัดเย็บอย่าเก็บไว้กับเพียงลำพัง ให้ทำชิ้นงานออกมาให้ผู้อื่นชื่นชม ด้วยการทำจำหน่าย แม้จะไม่สามารถผลิตได้จำนวนมาก แต่ความสุขที่ได้ทำการออกแบบและตัดเย็บก็ถือว่าเป็นการทำงานศิลปะที่เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตได้แล้ว

            งานศิลปะมีอยู่หลายแบบบนโลกนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนมีศิลปะอยู่ในจิตใจ แต่ว่าการดึงและยอมรับในสิ่งที่ตนเองชอบจะช่วยให้คุณรู้ตัวและพัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้สามารถทำการต่อยอดจนกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ในอนาคตได้ ดังนั้นจงอย่าดูถูกตัวเองและงานที่ชอบ ไม่แน่ว่ารายได้เสริมในวันนี้อาจกลายเป็นรายได้หลักในวันหน้าก็เป็นได้